คาด Google TV กระหึ่มปีหน้า

ภาพประกอบจาก blog.laptopmag.com


สื่อต่างประเทศฟันธง งานมหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ CES ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมกราคม 2011 นี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญของ Google TV ชุดอุปกรณ์โทรทัศน์ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการของกูเกิลเพื่อการชมทีวีบนโลกออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย เบื้องต้นคาดว่าผลิตภัณฑ์ Google TV จะเริ่มวางจำหน่ายภายใต้การผลิตของหลายแบรนด์ดัง ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากบรรดาเจ้าของคอนเทนต์ในสหรัฐฯที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) อ้างแหล่งข่าวไม่ระบุนามกล่าวว่า โตชิบา (Toshiba) วิซิโอ (Vizio) และผู้ผลิตแบรนด์อื่นจะเปิดตัวอุปกรณ์ Google TV ในงาน CES 2011 นี้ คาดว่าจะเป็นอีกสีสันที่นอกเหนือจากเทคโนโลยี 3D ที่จะสร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้ชมในงาน

ที่ผ่านมา Google TV มีรายงานข่าวต่อเนื่องว่ามีปัญหากับสถานีโทรทัศน์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้ Google TV สามารถเรียกชมวิดีโอจากสถานี Viacom, ABC, NBC, CBS, FOX และ Hulu ซึ่งทั้งหมดเป็นเจ้าของรายการทีวียอดนิยมในสหรัฐฯ คาดว่าเป็นผลจากการเจรจาที่ยังไม่บรรลุเรื่องข้อตกลง

ก่อนหน้านี้ โซนีเป็นเพียงรายเดียวที่ได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาทีวี Google TV โดยโตชิบาและวิซิโอคือ 2 รายล่าสุดที่มีข่าวลือว่าจะวางจำหน่าย Google TV ในอนาคต ตามหลังซัมซุงที่มีข่าวว่าจะเริ่มวางจำหน่าย Google TV ในปี 2011 เช่นกัน

สำหรับวิซิโอนั้นเป็นบริษัททีวีแอลซีดีรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ การลงตลาด Google TV ของวิซิโอจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในแง่ของราคาเครื่องที่คาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด โซนีประกาศลดราคาเครื่องเล่น Blu-ray ที่รองรับระบบ Google TV ลงจากเดิมที่ขาย 399 เหรียญสหรัฐ เหลือ 299 เหรียญ การลดราคาครั้งนี้ถูกวิจารณ์ว่าผิดวิสัยของโซนี เนื่องจากเครื่องเล่นบลูเรย์นี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งวางขาย ทำให้มีการคาดเดาว่าโซนีอาจไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของยอดขายได้

มูลค่าหุ้นกูเกิลในขณะนี้มีสูงเกินเสียดฟ้าที่ 594.97 เหรียญสหรัฐ

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

มะกันปิ๊งไอเดีย "911"ยุคดิจิตอล

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมสหรัฐฯ หรือเอฟซีซี จุดประกายรัฐบาลอเมริกันให้ปรับปรุงบริการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 911 เพื่อให้เท่าทันยุคดิจิตอลยิ่งขึ้น ชูประเด็นเพิ่มช่องทางรับแจ้งเหตุด้วยการเปิดให้ชาวอเมริกันส่งข้อมูลอื่นๆ เข้าสู่ระบบ 911 ได้ไม่ใช่โทรอย่างเดียว ทั้งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือ (SMS) ภาพถ่าย และวิดีโอ คาดจะเริ่มกระบวนการประชาพิจารณ์เพื่อปรับระบบอย่างจริงจังช่วงเดือนธันวาคมนี้

คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมสหรัฐฯให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันกว่า 70% ของการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายในสหรัฐฯที่เบอร์โทรศัพท์ 911 นั้นเป็นการโทรจากโทรศัพท์มือถือ ขณะที่การสำรวจพบว่า ชาวอเมริกันมากกว่า 72% ใช้งานบริการรับส่งข้อความเอสเอ็มเอส ทั้งหมดนี้เป็นความจริงที่ทำให้เอฟซีซีมองว่าถึงเวลาแล้วที่ระบบแจ้งเหตุด่วนแห่งชาติอเมริกันต้องเปลี่ยนแปลง เนื่องจากที่ผ่านมา ประชาชนอเมริกันไม่สามารถส่งข้อความเพื่อขอความช่วยเหลือได้

จูเลียส เกแนโชวสกี้ ประธานเอฟซีซีให้ชื่อเรียกแนวคิดนี้ว่า "Next-Generation 9-1-1" โดยวางแผนให้บริการ 911 ในยุคหน้าสามารถเปิดทางให้ชาวอเมริกันไม่จำเป็นต้องแจ้งเหตุเฉพาะการโทรศัพท์เพื่อส่งเสียงขอความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่สามารถส่งข้อความเอสเอ็มเอส คลิปภาพวิดีโอ และภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือเข้าสู่ระบบ 911 ได้

เกแนโชวสกี้ยกกรณีโศกนาฎกรรมยิงกราดนักเรียนในสถาบันเทคโนโลยี Virginia Tech ช่วงปี 2007 ว่าเป็นตัวอย่างสำคัญของผลเสียจากการมีข้อจำกัดในการแจ้งเหตุ โดยเกแนโชวสกี้กล่าวสุนทรพจน์ในศูนย์ Arlington County Emergency Center ว่านักเรียนและพยานหลายรายในโศกนาฎกรรมครั้งนั้นพยายามส่งข้อความถึง 911 ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่น่าเสียดายที่ข้อความทั้งหมดไม่มีทางส่งถึงเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในศูนย์ 911 จนเกิดเป็นความสูญเสียที่เรียกว่าเป็นบาดแผลของสังคมโลก

เอฟซีซีเชื่อว่าการพัฒนา 911 ยุคหน้าจะช่วยยกระดับความปลอดภัยของอเมริกันชนได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผู้เคราะห์ร้ายไม่สามารถโทรศัพท์ได้ นอกจากนี้ ข้อมูลคลิปวิดีโอและภาพที่ถูกส่งจากโทรศัพท์มือถือยังเพิ่มเบาะแสที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อการช่วยเหลือที่ทันการณ์ฉับไวยิ่งขึ้น

เกแนโชวสกี้ย้ำว่า ขณะนี้ศูนย์รับร้องเรียน 911 ในสหรัฐฯจำนวนมากยังไม่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้งาน โดยบางศูนย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าไม่ถึง จุดนี้จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่เอฟซีซีมองว่าต้องปรับปรุงบนแผน 911 ยุคดิจิตอล

ระบบรับแจ้งเหตุในสหรัฐฯ 911 นั้นก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1968 ประสบความสำเร็จในการช่วยชีวิตอเมริกันชนมากมาย โดยเอฟซีซีให้ข้อมูลว่า ระบบ 911 นั้นรับเรื่องร้องเรียนฉุกเฉินทางโทรศัพท์มากกว่า 650,000 สายต่อเดือน

สำหรับแผนการพัฒนา Next-Generation 9-1-1 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาบรอดแบนด์แห่งชาติ ซึ่งเอฟซีซีมุ่งหวังให้เครือข่ายข้อมูลไร้สายสามารถยกระดับความปลอดภัยของอเมริกันชนให้ได้ภายในปี 2020 โดยรายงานระบุว่า เดือนธันวาคม 53 จะเป็นเดือนที่เอฟซีซีจะนำแผนปฏิบัติการโครงการ Next-Generation 9-1-1 เข้าสู่การทำประชาพิจารณ์อย่างจริงจัง

หลังการนำร่องโครงการของสหรัฐฯ เชื่อว่าศูนย์รับแจ้งเหตุในประเทศอื่นๆทั่วโลกก็จะมีการปรับตัว ซึ่งไม่แน่ว่าอาจรวมถึงศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ในประเทศไทยเช่นกัน

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ลือ! PlayStation Phone อาจเปิดตัว 9 ธันวาคมนี้

ลือ! PlayStation Phone อาจเปิดตัว 9 ธันวาคมนี้ เว็บไซต์ฝรั่งเศสนามว่า nowhereelse.fr ได้เปิดเผยรูปภาพๆ หนึ่งที่ประกอบด้วย ภาพไอคอนปุ่มกดที่อยู่บนคอนโทรลเลอร์ของ PlayStation พร้อมไอคอนโทรศัพท์ และด้านใต้ได้มีข้อความเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "le jeudi 9 décembre à 20h…" หรือแปลเป็นภาษาไทยคือ "วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม" อีกทั้งในส่วนบนยังแสดงถึงข้อความเชิญชวนร่วมงานเลี้ยงที่จัดโดย Pierre Perron (DG Sony Ericsson France) และข้อความ "‘la présentation la plus attendue de ces 10 dernières années‘ " หรือแปลเป็นไทยว่า "จะมีการนำเสนอสิ่งที่พิเศษที่สุดในรอบ 10 ปี"

โดยจากข้อความดังกล่าวที่ทาง nowhereelse.fr นำมาเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของตนนั้น ทำให้หลายสื่อรวมถึงทีมงานผู้จัดการไซเบอร์ต่างคาดคิดว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม หรืออีกประมาณ 14 วัน ทาง Sony Ericsson อาจมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟน PSP Phone (PlayStation Phone) เพราะด้วยการวางสัญลักษณ์ของปุ่ม Play Station และสัญลักษณ์รูปโทรศัพท์มารวมไว้ ผนวกกับข่าวของ PSP Phone ที่เพิ่งปล่อยออกมา ทำให้มีความเป็นไปค่อนข้างสูงมากที่ทาง Sony Ericsson อาจมีการนำ PSP Phone มาเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานเลี้ยงดังกล่าว

สำหรับสมาร์ทโฟน PSP Phone ในส่วนของสเปกจากข่าวลือตัวเครื่องจะมาพร้อมซีพียู 1GHz Qualcomm MSM 8655 ในส่วนของหน่วยความจำจะให้มา 512MB (RAM) และ 1GB (ROM) รองรับ MicroSD หน้าจอจะมีขนาด 3.7 หรือ 4 นิ้ว และที่สำคัญคือตัว PSP Phone มาพร้อมระบบปฏิบัติการณ์ Android 2.3 (Gingerbread)

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

LG กิมจิปั้นแท็ปเล็ตวินโดวส์ 7 ราคาแรง!

LG กิมจิปั้นแท็ปเล็ตวินโดวส์ 7 ราคาแรง! แอลจี ประเทศเกาหลีเปิดตัวคอมพิวเตอร์กระดานชนวนรุ่น H1000B โดยให้ชื่อว่า "E-Note" (อี-โน้ต) ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7

"E-Note" มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 7 Starter Edition, หน้าจอแสดงผล Capacitive แบบสัมผัส ขนาดกว้าง 10.1นิ้ว (ความละเอียด 1366 x 768พิกเซล), ใช้หน่วยประมวลผล Intel Atom Z510 หรือ Z530 ความเร็ว 1.6GHz, RAM 1GB, ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ความจุ 16GB รองรับการเชื่อมต่อบลูทูธ 3.0 ไวไฟ 802.11b/g/n ตัวอ่านเอสดีการ์ด และช่องต่อยูเอสบี 2.0 จำนวน 2 ช่อง และมีน้ำหนัก 850กรัม น่าเสียดายที่แอลจีไม่ใส่กล้องถ่ายรูปมาให้ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติหลักที่แท็บเล็ตแบรนด์อื่นๆ มี

แม้คุณสมบัติที่ให้มาอาจดูไม่โดดเด่นเท่าที่ควร แต่แอลจียังคงยืนยันจะเปิดตัวแท็บเล็ต "E-Note" H1000B ในไม่ช้านี้ โดยจะวางจำหน่ายในราคา 850 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 25,500 บาท

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

เอเซอร์พร้อมชน iPad

เอเซอร์พร้อมชน iPad เอเซอร์ (Acer) ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อันดับ 2 ของโลก ประกาศแผนเปิดตัวคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต 3 รุ่นเพื่อท้าชนเจ้ากระแสอย่างไอแพด (iPad) ของแอปเปิล ลุย 2 ค่ายระบบปฏิบัติการทั้งวินโดวส์ 7 และแอนดรอยด์ ขีดเส้นบุกหนักปีหน้าในราคาต่ำกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12,000 บาท

เอเซอร์ประกาศเรื่องนี้ในงานประชุมที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระบุว่าจะเริ่มทำตลาดคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสทรงกระดานชนวนของตัวเองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2011 ประกอบด้วยแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการวินโดวส์เซเว่น (Windows 7) หน้าจอ 10.1 นิ้ว 1 รุ่นพร้อมกล้องดิจิตอลด้านหน้า (คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้เดือนกุมภาพันธ์) และอีก 2 รุ่นที่เป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) ซึ่งมาพร้อมหน้าจอ 2 ขนาดคือ 7 นิ้วและ 10 นิ้ว (คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนเมษายน)

รายงานระบุว่า แท็บเล็ตทั้ง 3 รุ่นจะมาพร้อมความสามารถในการรองรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย WiFi และ 3G โดยนอกจากแท็บเล็ต เอเซอร์มีแผนจะวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์หน้าจอขนาด 4.8 นิ้ว และแล็ปท็อป 2 หน้าจอขนาด 14 นิ้วด้วย

ปัจจุบัน เอเซอร์ถูกมองว่ากำลังหาทางเกาะกระแสแท็บเล็ตให้ได้หลังจากทั่วโลกผันตัวสู่ช่วงขาลงของเน็ตบุ๊ก (netbook) คอมพิวเตอร์พกพาพร้อมคีย์บอร์ดเต็มรูปแบบที่มีราคาประหยัดกว่า ประสิทธิภาพน้อยกว่า และประหยัดพลังงานมากกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไป ก่อนหน้านี้ บริษัทคู่แข่งของเอเซอร์อย่างแอปเปิลและซัมซุงนั้นไหวตัวและออกวิ่งนำไปก่อนแล้ว ท่ามกลางเดลล์และเอชพีที่จะร่วมวงไพบูลย์อย่างเป็นทางการในไม่กี่เดือนนับจากนี้

ผลิตภัณฑ์ใหม่ของเอเซอร์ถูกมองว่าเป็นการส่งหมัดตรงเพื่อเขย่าเก้าอี้ไอแพดของแอปเปิลโดยตรง เนื่องจากแม้ซัมซุงจะประกาศยอดจำหน่ายแท็บเล็ตทะลุหลัก 600,000 เครื่องทั่วโลกในเวลาจำหน่ายเพียงเดือนเดียว แต่ก็ยังไม่เท่าแอปเปิลที่สามารถประกาศยอดจำหน่ายไอแพดหลายล้านเครื่องตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยตัวเลขล่าสุดย้ำว่า ไอแพดสามารถครองส่วนแบ่งตลาดแท็บเล็ตโลกได้ถึง 95.5% แล้วในขณะนี้

นักวิเคราะห์นั้นมองว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นไปตามทิศทางการเติบโตของมูลค่าตลาดแท็บเล็ตที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักพันล้านเหรียญแล้วในขณะนี้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สวนทางกับมูลค่าตลาดคอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊กซึ่งลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2009 โดยการสำรวจยอดจำหน่ายโน้ตบุ๊กในสหรัฐฯประจำปีนี้พบว่ามีอัตราลดลง 4% ต่อปี

จิม หว่อง ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศของเอเซอร์ ระบุว่าเอเซอร์ตั้งเป้าจำหน่ายแท็บเล็ตให้ได้ราว 40-50 ล้านเครื่องในปีหน้า (2011) ในระดับราคาต่ำกว่า 400 เหรียญ (ราว 12,000 บาท) ถือเป็นการตั้งราคาที่จงใจให้ต่ำกว่า 499-829 เหรียญ ที่แอปเปิลตั้งไว้เพื่อจำหน่ายไอแพด

แม้จะยังไม่มีข้อมูลคุณสมบัติเครื่องอย่างเป็นทางการในขณะนี้ แต่ข้อมูลที่มีก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นสาวกเอเซอร์ ตั้งตารอแท็บเล็ตราคาประหยัดจากเอเซอร์ในปีหน้า

ที่มาโดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซด์ FlashSanook แฟลชเกมสนุกของคนออนไลน์